ดราม่า Wall Street journal ชี้ Facebook บวกกำไรมากกว่าความปลอดภัย 

     โดนโจมตีมาอย่างต่อเนื่องนะคะ สำหรับผู้ให้บริการ เฟสบุ๊ก โซเชียลมีเดีย ยักษ์ใหญ่ที่มีผู้ใช้งานจำนวนเกือบ 3พัน ล้านคนต่อเดือนค่ะล่าสุดออกมาชี้แจงยาวเหยียดว่าบริษัทไม่เพียงแต่ไม่ตระหนักถึงผลกระทบด้านลบของแพลตฟอร์มต่อผู้ใช้งาน ดราม่า Wall Street journal ใช้งานแต่ยังล้มเหลวในการบริหารจัดการผลกระทบดังกล่าวอีกด้วยค่ะ

ยกตัวอย่างกรณีที่ไม่สามารถควบคุมการเผยแพร่โพสต์ข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19จนทำให้ประธานาธิบดีโจไบเดนต้องออกมาตำหนิว่า Facebook นั้นกำลังฆ่าคนด้วยข้อมูลเท็จค่ะ 

           รายงานยังอ้างได้ว่าฝั่งผู้บริหาร Facebook นั้นสนใจผลกำไรมากกว่าการใส่ใจผู้ใช้งานจริงๆซึ่งตัวอย่างที่ตอกย้ำแนวคิดดังกล่าวก็คือการที่ Facebook เพิกเฉยและมองข้ามปัญหาสุขภาพจิตจากการใช้งาน Instagram ทั้งที่มีงานวิจัยในปี 2019 ที่ระบุว่ามีเด็กสาววัยรุ่นจำนวน 1 ใน 3 ที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจิตจากการใช้แอปต่างๆซึ่งแอปนี้ก็อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Facebook ด้วยเช่นกันค่ะ 

          นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่าทำไมถึงไม่ค่อยเห็น Facebook แก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในตลาดอื่นนอกเหนือไปจาก Facebook ในตลาดอเมริกาประเด็นนี้ Facebook เคยให้เหตุผลว่าบริษัทมีบุคลากรไม่มากพอที่จะพูดภาษาท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นที่จำเป็นในการแก้ปัญหาซึ่งเหตุผลนี้ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นะค่ะและเมื่อต้องเจอแรงกดดันและข้อกล่าวหาเยอะขนาดนี้ด้าน Nick  Clegg  รองประธานประธานฝ่ายกิจกรรมระดับโลก lowest ของทาง Facebook อดีตรองนายกรัฐมนตรีของอังกฤษที่ทาง Facebook ดึงตัวมาร่วมงานก็รีบออกมาชี้แจงผ่าน Facebook News ว่ามีอะไรบ้างที่ Wall Street journal เข้าใจผิดเกี่ยวกับ Facebook 

         ซึ่งเขาก็ตอกกลับทาง Wall Street journal ว่า ความรับผิดชอบที่สำคัญมาพร้อมกับการดำเนินงานแพลตฟอร์มระดับโลกพร้อมชี้แจงว่าบริษัทได้ดำเนินการอย่างจริงจังพร้อมปฏิเสธการทำงานที่ผิดพลาดของพนักงานและบริษัทค่ะสำหรับดราม่าเรื่องของการรักษาความปลอดภัยผู้ใช้งานเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่ Facebook ถูกโจมตีมาแล้วหลายต่อหลายครั้งนะคะก็คงต้องมาติดตามกันต่อไปล่ะค่ะว่าหลังจากนี้ Facebook จะมีวิธีการรับมือที่ดีขึ้นหรือไม่ 

       ปัจจุบันผู้ให้บริการเฟสบุ๊กได้มีการปรับเปลี่ยนเมนู และฟีเจอร์มากมาย อย่างเช่น ในขณะนี้ได้มีการตัดเมนุการแสดงความคิดเห็นการเมืองออกไป อย่างไรก็ตามสำหรับการยกเลิกเมนูนี้ยังไม่รอบรับในหลายประเทศเพราะเป็นเพียงแค่การทำลองการเอาฟีเจอร์นี้ออกเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังจากทดลองเอาฟีเจอร์การห้ามแสดงความคิดเห็นทางการเมืองออกไปแล้ว สี่ประเทศปรากฏว่าผลตอบรับดี ซึ่งตอนนี้กำลังมีการขยายประเทศเพิ่ม

   ดังนั้นจากการที่เฟสบุ๊กได้มีการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เชื่อว่าทางเฟสบุ๊กเองก็ให้ความสำคัญกับผุ้ใช้งานทุกคนทั่วโลกอย่างแน่นอน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.    ทางเข้า sbobet ใหม่ล่าสุด